ในหมวดหัวข้อ เรื่องกรณีศึกษาเรื่องของกรรมนี้ อาจารย์จะทยอยรวบรวมเรื่องจากประสบการณ์ที่ได้
ตรวจชะตาและ
พบเจอเหตุของวิบากกรรมในแต่ละเรื่องมาให้ทุกคนได้อ่านนะครับ เพื่อย้ำเตือนสติว่า
กรรมไม่ดีย่อมส่งผลต่อเรา
ดังนั้น เวลาเราจะทำอะไรต่อไปในอนาคต จะได้ระมัดระวังกาย วาจาและใจของเราก่อนจะพูด จะคิด จะทำอะไรไม่ให้
เกิดโทษหรือความเดือดร้อนแก่ตนและบุคคลอื่นครับ
กรรมใหญ่ๆ ที่มีผลต่อจิตใจและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของลูกศิษย์และท่านที่มาตรวจดวงชะตาจำนวนมาก
ทำให้ประสบปัญหาในชีวิต ที่มีอุปสรรคและอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้
๑. จิตมีเรื่องคาใจ และหาความสุขในใจไม่ค่อยได้ จิตจะแสวงหาคำตอบอยู่เสมอ วิ่งวุ่นไปทั่วทุกกลุ่ม
ทุกสายหาทางแก้ ก็ไม่ได้คำตอบ
๒. จิตมีความรู้สึกด้านชา เฉย เหมือนคนไม่เอาอะไร ขาดแรงจูงใจ ขาดไฟและเป้าหมายในชีวิต
๓. ทำสิ่งใดมันจะเสียเวลา เจอของปลอมหรือของไม่ดีผิดพลาดก่อน ทั้งที่หนทางดีๆ อยู่ใกล้ตัว
๔. มีอุปสรรคขัดขวางเวลาจะทำอะไรให้เป็นความทุกข์ร้อนใจเสมอ โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมจิตจะตัน
ไม่มีความสุขมีกิเลสมารและขันธมารรบกวนอย่างมาก
๕. ได้ของมีตำหนิ ไม่สมบูรณ์ เป็นทุกขลาภ ได้อะไรมาจะมีความทุกข์ใจร่วมด้วยเสมอ
๖. มักคิดตัดรอนจิตใจตนเอง ให้ท้อแท้สิ้นหวังเกินกว่าเหตุ
อาการเหล่านี้ หลังจากที่อาจารย์ตรวจสอบดูเหตุปัจจัยในอดีต เท่าที่พบสาเหตุหลักๆ ใหญ่ๆ นั้น
ส่วนมากเป็นเพราะเศษของกรรมที่เคยปรามาสพระรัตนตรัยครับ
คำว่าปรามาส ก็หมายถึง การลบหลู่ ดูหมิ่น ในทางลบและเสื่อมเสีย อาจเป็นทางการแสดงออกทางกิริยา
วาจา
และมีใจร่วมด้วย ตรงนี้ หลักๆ เป็นการกระทำปรามาสต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และรวมไปถึงต่อผู้ที่
ตั้งใจกระทำ
ความดี เรียกว่า ขวางความดีคนอื่นนั่นเองครับ
เมื่อเป็นเช่นนี้เราควรทำความเข้าใจต่อตนเองใหม่ว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตน ทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว
หากเราไม่ศรัทธา ไม่เชื่อถือ รวมทั้งไม่เห็นชอบต่อคนที่กระทำความดีที่ตรงกันข้ามกับเรา เราก็ควรระมัดระวังคำพูด
และความคิดให้ดีครับ ทางที่ดีที่สุด เราควรพยายามวางใจเป็นกลาง และกล่าวเสนอความเห็น โดยไม่ให้มีการล่วงเกิน
และขัดขวางกำลังใจความดีของคนอื่นครับ
ทางแก้ไข ก็ควรหมั่นกล่าวขอขมาพระรัตนตรัยบ่อยๆ หรือก่อนบูชาพระจะยิ่งดี และหมั่นดำรงตนด้วยจิตใจที่สำนึก
และจะสำรวมระวังในกาย วาจา และใจในกาลต่อไป ก็จะช่วยบรรเทาได้อาการต่างๆ ให้ลดลงได้ครับ
ลงบันทึก วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ตรงกับวันเรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑ |